วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ที่ต้องศึกษา (รักในหลวง)


กรณีสวรรคต รัชกาลที่ ๘

กรณีสวรรคต ร.8 มีคนเลวทรามที่เป็นนักวิชาการได้พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง ปรุงแต่งสร้างเรื่อง ให้ข้อพิจารณาชี้นำ เพื่อต้องการให้ร้ายต่อในหลวง โดยดำเนินการทั้งในมหาวิทยาลัย ทาง Internet  จนกระทั้งแต่งเป็นเพลง มีการกระทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อคล้อยตามที่พวกเขาต้องการ จิตวิทยามวลชนเช่นนี้หากปล่อย   ให้ดำเนินต่อไปจะมีผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด เชื่อตามข้อมูลที่ ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาเลวทรามต่ำช้า

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยสรุปจากคำพิพากษาของศาล ซึ่งมี พยานบุคคลที่ให้การต่อศาลและพยานวัตถุต่างๆ ซึ่งไม่มีการแสดงข้อคิดเห็นส่วนตัวชี้นำอย่างใดทั้งสิ้น เหมาะสำหรับให้ชมรมคนรักในหลวงได้ศึกษาและนำไปชี้แจ้งข้อเท็จจริง เมื่อมีคนมากล่าวร้ายต่อในหลวง  ในกรณีสวรรคตของ ร.8

รามอินทรา

บทสรุป

กรณีสวรรคต ร.8 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาตัดสินคดี เมื่อปี พ.ศ. 2497 โดยพิจารณาจากหลักฐาน และ พยาน ที่แน่นหนา ทำให้เชื่อว่าจำเลยได้แก่ นายชิต สิงหเสนี นายบุศย์ ปัทมศริน และ นายเฉลียว ปทุมรส ได้กระทำความผิดจริงจึงตัดสินลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้ง 3 คน แม้เหตุการณ์จะผ่านมาแล้วถึง 67 ปี แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางคนที่มีความอาฆาตมาดร้าย ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้พยายามออกมาแสดงความคิดเห็น โดยมีวัตถุประสงค์ชี้นำให้ร้ายต่อในหลวงตลอดมา ทั้งที่ตัวเองยังเกิดไม่ทันกับเหตุการณ์เลย และ นักวิชาการดังกล่าวไม่ได้มีความเชียวชาญในเรื่องการสืบสวนสอบสวน หรือ ข้อกฎหมายคดีความแต่ประการใด แต่หลงตัวเองว่าเป็นผู้รอบรู้ในทุกเรื่องจึงเลือกนำเหตุการณ์บางตอนออกมาแล้วเพิ่มเติมข้อคิดเห็นในทางลบของตนเองเข้าไป เพื่อชี้นำให้คนอื่นๆ คิดเห็นคล้อยตาม ตามที่ตนเองต้องการให้ร้ายต่อในหลวงในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงแต่ประการใด มารดาของมันใส่สีตีไข่ปลุกระดมให้นักศึกษา และประชาชนหลงเชื่อมาตลอดเวลา

จากคำให้การของในหลวง และ น.ส.จรูญ ตาละภัฎ ข้าหลวงสมเด็จพระราชชนนีเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันว่าในช่วงหลังเกิดเหตุการณ์เพียงไม่ถึง 1 นาที ในหลวงประทับอยู่ในห้องเครื่องเล่นซึ่งอยู่ติดกับห้องบรรทมของพระองค์ (ระยะทางห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 40 เมตร) เวลาดังกล่าวในหลวงทรงเห็นคนวิ่งผ่านไปทางระเบียงหน้า และได้ยินเสียงสมเด็จพระราชชนนีวิ่งไปพร้อมทรงกรรแสง จึงทรงเสด็จออกจากห้องตามไป แล้วได้พบกับ น.ส.จรูญฯ ที่หน้าห้อง น.ส.จรูญ ได้ตรัสถามว่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น น.ส.จรูญฯตอบว่า ในหลวงทรงยิงพระองค์(เป็นคำกล่าวของนายชิตฯที่กราบทูลต่อสมเด็จพระราชชนนี) ซึ่งคำให้การของ น.ส.จรูญฯ ก็สอดคล้องเป็นเช่นเดียวกันนี้เอง

คำพิพากษาของศาลได้สรุปให้เห็นข้อเท็จจริงว่า หลักฐานของกลางที่เป็นอาวุธในที่เกิดเหตุรวมทั้ง กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนที่จำเลยนำมามอบให้นั้นไม่ใช่ของจริง แสดงว่าต้องมีคนร้ายจงใจสร้างหลักฐานดังกล่าวไว้เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดในการสืบสวนว่าเป็นอุบัติเหตุ และมีพยานหลายปากหลายเหตุการณ์ที่ยืนยันตรงกันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีการวางแผนลอบปลงพระชนม์ ร.8 จริง นอกจากนั้นจำเลยทั้ง 2 คนยังได้เผลอเที่ยวอวดตัวไปพูดกับบุคคลต่างๆว่า ร.8 จะไม่ได้เสด็จกลับต่างประเทศในวันที่ 13 มิ.ย. 2489 อีก จากหลักฐาน และพยานที่แน่นหนาดังกล่าวสามารถยืนยันได้ว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์จากบุคคลกลุ่มหนึ่ง หาใช่การปลงพระชนม์เองหรืออุบัติเหตุไม่

สำหรับนายปรีดี พนมยงค์นั้น ถึงแม้จะมีพยานที่ให้ถ้อยคำต่อศาลพาดพิงถึง แต่ศาลก็มิได้ตัดสินว่ามีความผิดแต่อย่างใด ด้วยศาลมีดุลย์พินิจว่าจะฟังเฉพาะถ้อยคำที่พยานกล่าวพาดพิงให้เป็นที่แน่ชัดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ถนัดนัก ซึ่งข้อพิจารณานี้ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยกับศาล นอกจากนั้นกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นผลเสียต่อนายปรีดีฯเอง ซึ่งเป็น นรม. อยู่ในขณะนั้น ส่วนนายปรีดีฯ หรือ พรรคพวก จะมีมูลเหตุจูงใจส่วนตัวเรื่องอื่นๆอย่างไรผู้เขียนไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนไม่เหมือนกับจำเลยทั้ง 3 คน ซึ่งมีความผิดด้วยพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่า

1.นายบุศย์ฯ และ นายชิตฯ อยู่ใกล้ชิดกับที่เกิดเหตุมีความบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้คนร้ายลอบปลงพระชนม์ได้สำเร็จ

2. นายชิตฯ บังอาจเพทุบายนำเอาปลอกกระสุนปืนที่เป็นหลักฐานเท็จส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อเพื่อช่วยเหลือคนร้าย (ความจริงปลอกกระสุนปืนดังกล่าวได้ยิงจากปืนที่พบในที่เกิดเหตุ แต่ปืนในที่เกิดเหตุกลับไม่ใช่ปืนของกลางเพราะผู้เชี่ยวชาญได้พิสูจน์ว่าได้ยิงมาแล้วประมาณ 7 วัน รวมทั้งหัวกระสุนที่นายชิตฯ พบในพระยี่ภู่มีลักษณะที่เรียบร้อยเกินไปไม่มีรอยบู้บี้ยับเยินที่ควรจะเป็น)

3. นายเฉลียว และ นายชิตฯรู้เห็นเป็นใจ จนถึงสมรู้ร่วมคิดต่อการลอบปลงพระชนม์ของคนร้าย โดยทราบเรื่องมาล่วงหน้าแล้ว แต่ปกปิดไว้มิได้แจ้งข่าวให้ทางการทราบ

บทความนี้ได้คัดลอกมาจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1544/2497 และคำให้การของพยานต่างๆทั้งในที่เกิดเหตุ และนอกที่เกิดเหตุ โดยมิได้มุ่งหวังที่จะให้ร้ายต่อผู้ใด เพียงแต่ต้องการให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในอดีต ผู้เขียนได้ลังเลใจในการเสนอบทความนี้มาประมาณ 1 ปีแล้ว แต่เมื่อได้เห็นความกำเริบเสิบสานของพวกเดนมนุษย์ที่ให้ร้ายต่อในหลวงทาง Internet มากยิ่งขึ้น โดยทางราชการก็มิได้ใส่ใจที่จะดำเนินการอย่างไร จึงได้ตัดสินใจเสนอบทความเพื่อปกป้องพระองค์ท่าน ในสถานการณ์ปัจจุบันเราคนไทยแต่ละคนคงจะรักในหลวงอยู่แต่ในใจ อยู่ในบ้านกราบไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว หากเคลื่อนไหวไม่สะดวกด้วยประการใดก็ขอได้ช่วยให้กำลังใจกับคนไทยที่จงรักภักดีต่อในหลวง และ รักประเทศชาติ

สำหรับประเด็นเรื่อง พล.ต.ท. พระรามอินทรา อธิบดีกรมตำรวจ และคณะทำงานฝ่ายตำรวจซึ่งทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน ต้องดูจากการดำเนินงานในการตรวจสอบที่เกิดเหตุ การตรวจสอบบุคคลต่างๆในที่เกิดเหตุ การตรวจสอบหลักฐาน และแนวทางในการสืบสวนสอบสวนตลอดจนการซักถามพยานบุคคล ถ้าได้ศึกษาอย่างละเอียดแล้วจะพบว่าเป็นการทำงานที่หละหลวมมาก ไม่มีการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือเขม่าดินปืน หลักฐานอาวุธปืน กระสุน และปลอกกระสุนก็ไม่ชัดเจน ไม่ตั้งประเด็นการสืบสวนบุคคลภายนอกที่ต้องสงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ โดยเฉพาะการตั้งหัวข้อในการซักถาม ทั้งหมดนี้ชี้ชัดให้เห็นว่าต้องการเบี่ยงประเด็นให้เป็นเรื่องของอุบัติเหตุมากกว่าการถูกลอบปลงพระชนม์ ทำให้สรุปได้ว่าเป็นการทำงานเพื่อรับใช้ทางการเมืองอย่างชัดเจน
อ่านต่อที่


http://chaoprayanews.com/blog/ramaindra/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ