วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

 "อาจารย์" ของนักเรียนบาลีระดับสูง 7-8-9 เขาออกนอกธรรมนอกวินัยไปหมดแล้ว 


 

พระปริยัตินิเทศก์ควรจบ ป.9


เจ้าคุณเอื้อนระบุคุณสมบัติ
ให้เอาไว้พูดชี้แจงกิจการคณะสงฆ์ต่อสังคมไทย

ถามว่าจริงเหรอ ?

 

พระพรหมดิลก (เจ้าคุณเอื้อน) เบ๊ธรรมกาย

 

แหมจบแค่ "ประโยค 2" ก็เห็นจะพอละมั๊ง เห็นพระผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมพูดออกบ่อยว่า "พวกประโยคเก้ามันไม่ได้เรื่อง ชอบเถียงผู้ใหญ่ ทำอะไรก็ไม่เป็นเก่งแต่แบกตำรา" สมเด็จเกี่ยววัดสระเกศท่านทำเป็นตัวอย่างเลย วัดสระเกศไม่มีพวกเปรียญ 9 ได้เป็นใหญ่เป็นโตอะไร สูงสุดก็แค่ ประโยค 6 เท่านั้น มหาเสนาะจบ ป.6 ได้เป็นเจ้าอาวาส ควบตำแหน่งใหญ่โตสูงสุดในเมืองไทย ไล่ตั้งแต่ เลขานุการประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 12 แถมด้วยตำแหน่ง "ประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ" เทียบได้กับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศโน่น ก็ไม่เห็นว่าพวกเปรียญ 9 ซึ่งนั่งหัวโด่อยู่ในมหาเถรสมาคมจะทักท้วงแต่อย่างใด สงสัยมหาเหนาะจะพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าพวกประโยคเก้ามั๊ง

เวลามีตำแหน่งว่าง สมณศักดิ์ว่าง ก็ใช้ระบบ "เล่นพรรคเล่นพวก" กันทั้งนั้น ไม่งั้น มหาสายชล มหาเสนาะ พวกนี้ ไม่มีสิทธิ์ได้เป็นใหญ่เป็นโตหรอก มันยัดเส้นยัดสายกันในกุฏิทั้งนั้นแหละ

เรื่องการชี้แจงด้านพระธรรมวินัย ก็ทำไม ในเมื่อสำนักพุทธฯก็เป็นเลขามหาเถรสมาคม แถมมหาเถรสมาคมก็มีตำแหน่ง "โฆษก" ไว้ทำหน้าที่โดยเฉพาะ แต่ทำไมไม่เห็นพูดอะไรเลย ไอ้ที่เขาให้พูดกลับไม่พูด แต่ที่เขาไม่ให้พูดก็สะเออะพูด แล้ววันนี้จะตั้งพระปริยัตินิเทศก์ให้พูดแทน มันก็ตลกกินแล้วล่ะครับท่าน

น่าสงสารพวกเรียนบาลีนะ เห็นพระผู้ใหญ่พูดจาหรูหราว่า "พวกท่านศึกษาสายตรงที่สุดในการรักษาพระธรรมวินัย อันเป็นภาษาดั้งเดิมของพระพุทธองค์ ภาษาบาลีคือหัวใจของพระพุทธศาสนา" แต่เจ้าคุณเอื้อนกลับระบุคุณสมบัติว่า"ประโยค 9 ควรเป็นแค่พระปริยัตินิเทศก์เท่านั้น" มันน่าเศร้าใจไหมเอ่ย ?

ยกตัวอย่าง ตอนเดินธุดงค์ธรรมชัย มีประโยคเก้า ชื่อว่า พระมหาทองดี สุรเตโช อยู่วัดราชโอรส เป็นเจ้าอาวาส อดีตอาจารย์สอนบาลีประโยค 7-8-9โรงเรียนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของคณะสงฆ์วัดสามพระยา  เป็นอดีตกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นอดีตเจ้าคณะภาค และเป็นปัจจุบันราชบัณฑิตแถมด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ไม่ต้องนับ พระมหาทองดี ตอนนั้นมีสมณศักดิ์เป็น "พระธรรมกิตติวงศ์" ได้ออกมาชี้แจงการเดินธุดงค์บนกลีบกุหลาบเข้ากรุงว่า

 

และการถือปฏิบัติธุดงค์นั้นก็ทรงบัญญัติไว้ถึง 13 ข้อ มีเพียงข้อเดียวที่ กำหนดว่าต้องอยู่ป่า อีก 12 ข้อนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ อยู่กับที่ก็ได้ เดินก็ได้ เข้าเมืองก็ได้

ถ้าสมมติว่า กลางกรุงนี้เป็นป่า อย่างที่มีคนชอบพูดกันว่าเป็นป่าคอนกรีต ก็แสดงว่าท่านก็เดินธุดงค์ในป่าเหมือนกัน ก็ป่าคอนกรีต ตึกบ้านช่องก็ถือว่าเป็นต้นไม้ใหญ่ บริเวณนี้เป็นสนามกีฬา ก็เท่ากับว่าเป็นลานโล่ง อยู่ในลักษณะของธุดงค์อีกข้อหนึ่ง กคือ ไม่อยู่ในร่มเงาของชายคาของต้นไม้

อันนี้ก็ถูกต้องตามพระบัญญัติ ไม่ได้ผิดอะไร

ที่จะแปลกหน่อยก็คือจำนวนเท่านั้น ปกติเราเห็นพระธุดงคตามท้องถนนแบกกลดก็ไม่รู้สึกอะไร แต่นี้พันกว่าองค์ ก็เลยรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องแปลก ไม่เคยเห็น คนที่มีบุญย่อมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ส่วนผู้ที่ไม่มีบุญ แม้ไม่เคยเห็นก็คงไม่เคยเห็นตลอดชาติ ตลอดไป

อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดา เพราะก็ขอให้ทุกท่านทั้งหลายได้ชื่นใจ สิ่งที่ไม่เคยพบ เราก็ได้เห็น ได้พบ และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียหายร้ายแรง เป็นเรื่องดี เรื่องงาม นำความชื่นใจมาให้

 

ตอนนั้น ตัวเจ้าคุณเอื้อนก็เห็นด้วย แถมยังเดินสายไปทำงานให้ธรรมกายทั่วโลกอย่างไม่เคอะเขิน วันพ่อที่ผ่านมา พระมหาทองดีก็ได้รับการปูนบำเหน็จขึ้นเป็น "รองสมเด็จ" เรียบร้อยไปแล้ว แล้วถามว่า เราจะมีเปรียญ 8 เปรียญ 9 ไปทำไม ในเมื่อ "อาจารย์" ของนักเรียนบาลีระดับสูง 7-8-9 เขาออกนอกธรรมนอกวินัยไปหมดแล้ว ถ้าระดับท่านทองดีพูด สมเด็จวัดปากน้ำการันตี เจ้าคุณเอื้อนเป็นกองหลัง ต่อให้เอาประโยคเก้ามาอีกแสนรูป ก็ไม่มีประโยชน์ พูดไปก็ไลฟ์บอย

อย่างล่าสุด คุณนายคึกฤทธิ์ วัดนาป่าพง ได้ออกมาตัดลัดพระปาติโมกข์ โขกสับพวกเรียนบาลีว่า "ไม่มีประโยชน์" เหยียดหยามว่าเป็นถึงเดียรถีย์ไปโน่น แอนตี้อรรถกถาที่พวกมหาเรียน แต่ถามว่า "พวกประโยคเก้าหายหัวไปไหน"ทำไมไม่มีใครพูด แถมประโยค 9 ที่เป็นศาสตราจารย์ เป็นอธิการบดี ยังเอามหาวิทยาลัยสงฆ์ไปร่วมงานกับคึกฤทธิ์อีกต่างหาก ขี้ใส่กางเกงกันเต็มบ้านเต็มเมือง ปล่อยให้ผู้หญิงที่ชื่อ "ครูนัท-หนอนพระไตรปิฎก" ออกมาเป็นกองหน้า เอาครูคนนี้มาเป็นโฆษกมหาเถรไม่ดีกว่าหรือ ? เปรียญธรรมสมาคมล่ะมีไว้ทำไม ไล่ให้พ้นวัดสามพระยาไปสิ อยู่ไปก็เปลืองน้ำไฟเสียเปล่า ?

เรียนบาลีกันไปทำไม เรียนแล้วไม่ปกป้องพระธรรมวินัย เรียนไว้แค่ในหัว เรียนงูๆ ปลาๆ เก่งแต่ในห้องเรียน พอเห็นคึกฤทธิ์สอนบาลีก็หดหัวกันหมด ยุบทิ้งสำนักเรียนบาลีได้แล้ว ยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ ไม่มีศักดิ์ไม่มีศรีอะไรหรอก จริงๆ นะฮะ ไม่ได้ประชดเลย ยกประเทศไทยให้ "สมเด็จพระธัมมชโย" กับ "นายคึกฤทธิ์"ไปครอง ง่ายกว่าเสียอีก อยากได้อะไรก็ง่ายๆ แค่ไป "กราบตี..ธัมมชโย" ทุกอย่างก็จะสมประสงค์

นี่ไงที่ต้องพูดกันอย่างไม่เกรงใจว่า พระผู้ใหญ่สองมาตรฐาน พูดอย่างทำอย่าง หรือไม่ก็ "ดีแต่พูด" เท่านั้นแหละครับ นิมนต์ตามสบาย ไมค์ทองคำรอท่านอยู่ ถึงวันตายก็รู้ว่าเกียรติประวัติของพวกท่าน จะถูกจารึกไว้เช่นใด ในพงศาวดารคณะสงฆ์ไทย

 

 

ป.6 VS ป.9

"ถั่วต้มครับท่าน ตำแหน่งปริยัตินิเทศก์ให้พวก ป.9 เป็น ถึงตำแหน่งกรรมการมหาเถรและประธานพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ค่อยให้พวก ป.6 เป็น ตามโบราณว่า โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก"

 

 

ชี้พระปริยัตินิเทศก์จังหวัดควรจบ ป.ธ.9

วันนี้ (24 ธ.ค.) สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า เปิดจากการประชุมสัมมนาปริยัตินิเทศก์ ประจำปีงบประมาณ 2558 ที่ศาลาอบรมสงฆ์ วัดสามพระยา กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้เน้นย้ำการทำหน้าที่ของพระปริยัตินิเทศก์ ว่า ต้องรักงานที่ทำ และต้องเสียสละ หากไม่เสียสละ ก็จะไม่เจริญ เช่น หากเป็นเจ้าอาวาสที่ไม่เสียสละเสียแล้ว วัดก็จะไม่เจริญตามไปด้วย อีกทั้งพระปริยัตินิเทศต้องทำงานด้วยความจริงใจ

พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ในฐานะประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ส่วนกลาง กล่าวว่า การทำงานของพระปริยัตินิเทศก์ จะคล้ายกับการทำงานศึกษานิเทศก์ ของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าพระปริยัตินิเทศก์ระดับจังหวัด ควรมีความรู้ระดับเปรียญธรรม(ป.ธ.) 9 ประโยค เพราะต้องมีความรู้ในระดับที่สามารถชี้แจงเรื่องการจัดการศึกษาสงฆ์ทั้งจังหวัดได้ ขณะเดียวกันพระปริยัตินิเทศก์จะต้องสามารถชี้แจงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคณะสงฆ์ให้ประชาชน รวมถึงพระผู้ใหญ่ในจังหวัดให้เข้าใจด้วย

"อย่างเช่นกรณีของภิกษุณี พระปริยัตินิเทศก์ก็ต้องทำหน้าที่ในการชี้แจงด้วยว่า เหตุใดคณะสงฆ์ไทยจึงห้ามบวชภิกษุณี ยืนยันว่าพระปริยัตินิเทศก์มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะช่วยให้การศึกษาของคณะสงฆ์ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ อาตมาจะศึกษารายละเอียดกฎระเบียบของพระปริยัตินิเทศก์อีกครั้ง เพื่อดูว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะมีการกำหนดเป็นนโยบายต่อไป” ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ส่วนกลาง กล่าว.

 

ที่มา : เดลินิวส์
25 ธันวาคม 2557


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ