วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความชั่วในรอบ100ปี โลกจารึกไว้

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)แถลงหลักฐานการจับกุมดำเนินคดีนายตำรวจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของวงการสีกากี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเลวร้ายเหลวแหลกที่ฝังรากลึกในวงการตำรวจไทยอย่างน่าตกใจ

ในบรรดานายตำรวจที่ถูกจับกุมดำเนินคดีที่สำคัญคือ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. พ.ต.อ.วุฒิชาติเลื่อนสุคันธ์ อดีตผู้กำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยข้อหาของบิ๊กตำรวจทั้ง 3 ก็คือเรียกรับผลประโยชน์และแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ และที่สำคัญสำหรับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และ พล.ต.ต.โกวิทย์ ถูกแจ้งข้อหาแอบอ้างเบื้องสูงด้วย

ที่สร้างความตื่นตะลึงต่อสาธารณชนก็คือ จากการตรวจค้นคฤหาสน์หลังใหญ่ของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิท พบเงินสดทั้งสกุลไทยและดอลลาร์เป็นมูลค่านับพันล้านบาท รวมทั้งทรัยพย์สินมีค่าจำนวนมากทั้งโฉนดที่ดิน ทองคำแท่ง อัญมณี ของมีค่าต่างๆ อาทิ วัตถุโบราณล้ำค่า และพระเครื่องยอดนิยมราคาแพงนับไม่ถ้วนซึ่งส่วนหนึ่งเก็บซุกซ่อนไว้ภายในตู้เซฟลับขนาดใหญ่หลายใบโดยมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประเมินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ทรัพย์สินสกปรกมูลค่ามหาศาลเหล่านี้ มีแหล่งที่มาประกอบด้วย การเรียกรับเงินจากการวิ่งเต้นโยกย้ายนายตำรวจการเปิดบ่อนใหญ่ระดับวีไอพีกลางกรุงซึ่งตามข่าวระบุว่าที่สำคัญคือบ่อนย่านพระราม 9 และย่านห้วยขวาง ที่มีเงินสะพัดปีละนับพันล้านบาท ส่วยที่เรียกเก็บจากขบวนการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนในภาคใต้มูลค่ามหาศาล ยังไม่รวมการแสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นๆซึ่งตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายมีช่องทางทำชั่วได้มากมาย

ที่น่าตกใจและน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งก็คือเงินสกปรกส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติและองค์กรตำรวจอย่างร้ายแรง เพราะหากตำรวจที่ดำรงตำแหน่งสำคัญมาจากการซื้อตำแหน่งแล้วความน่าเชื่อถือขององค์กรตำรวจจะเหลืออะไรอยู่อีก เพราะตำรวจที่ซื้อตำแหน่งด้วยเงินมหาศาลย่อมจะต้องทุจริตถอนทุนคืนแถมบวกกำไรด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมายแน่นอน

เรื่องการซื้อตำแหน่งในวงการตำรวจเชื่อว่าไม่ใช่มีแต่เฉพาะในกรณีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ แต่น่าจะเกิดขึ้นทั้งวงการสีกากี และที่สำคัญคือขบวนการทุจริตหาเงินสกปรกบูมสุดขีดในยุครัฐบาลนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเรืองอำนาจ โดยบิ๊กตำรวจทั้งหลายยอมจ่ายเงินมหาศาลวิ่งเต้นซื้อตำแหน่ง หรือเชลียร์ยอมเป็นทาสรับใช้นักการเมืองผู้มีอำนาจเพื่อตำแหน่งใหญ่ที่สามารถแสวงหาเงินสกปรกได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือหากไม่ใช่อยู่ในยุคอำนาจพิเศษโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หรือมีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการแอบอ้างเบื้องสูงเข้ามาเกี่ยวข้องจะมีการจับกุมนายตำรวจระดับสูงลอตใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่

ที่สำคัญซึ่งต้องจับตาต่อไปก็คือจะมีการกวาดล้างสิ่งสกปรกในวงการตำรวจนอกเหนือจากคดีนี้ ตลอดจนจะมียึดทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาโดยมิชอบตกเป็นของแผ่นดินหรือไม่ หรือจะเป็นแค่คดีไฟไหม้ฟางพอเรื่องเงียบก็จบไปขณะเดียวกันคดีนี้น่าจะเป็นโอกาสให้ปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่เพื่อให้เป็นองค์กรผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มืออาชีพอย่างแท้จริง เพราะพฤติกรรมของวงการตำรวจที่ผ่านมาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเต็มไปด้วยภาพของความเลวร้ายในฐานะโจรในเครื่องแบบ

ทีมข่าวการเมือง

นสพ.แนวหน้า


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ