วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พฤติกรรมมหาโจร ? ในประวัติศาสตร์ไทย

ยังคงเป็นที่สนใจของผู้คนสำหรับคดีสะท้าน “ยุทธจักรสีกากี” กรณี “เดอะกิ๊ก” พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) และ “เครือข่าย” ถูกจับกุมด้วย“ข้อหาร้ายแรง” ซึ่งนอกจากเรื่องของคดีจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้างแล้ว เรื่อง “ของกลาง” ที่ถูกตรวจยึดได้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน เพราะทำให้หลายคนอ้าปากค้าง เพราะมันมากมายก่ายกอง เป็นดั่ง “คลังมหาสมบัติ” ก็ว่าได้

“พระเก่า-วัตถุโบราณ-เงินสด-ทองคำ-โฉนดที่ดิน” เพียบ!!!

หลายคนเกิดคำถามถึง “กรุสมบัติ” เหล่านี้ว่ามีที่มาอย่างไร โดยเฉพาะ “วัตถุโบราณ” ซึ่งต้องบอกว่าหลายๆชิ้นน่าจะมีอายุหลายร้อยปี และประเมินค่ามิได้???

“นักโบราณคดี” ระดับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง บอกว่า จากการสังเกตต้องบอกว่า “วัตถุโบราณ” ที่ตรวจยึดได้จากเครือข่าย “เจ้าพ่อสอบสวนกลาง” จะว่าไปแล้วเข้าข่าย “คอลเลคชั่นอาเซียน” เพราะเต็มไปด้วยของเก่าทุกยุคทุกสมัย บางส่วนเป็นศิลปะ “สมัยทวารวดี”, ศิลปะเขมรแบบบายน อายุราวๆ 700 ปี, ศิลปะพม่า, ศิลปะอินเดียสมัยคุปตะ อายุ 1,000 กว่าปี และ “ศิลปะคันธาระ” อายุเกือบ 2,000 ปี เป็นต้น

เขาบอกด้วยว่า “วัตถุโบราณ” ที่น่าสนใจในกลุ่มที่ถูกตรวจยึดได้นั้น ที่น่าสนใจ คือ “ศิลปะเขมร” ที่เป็น “เศียร” องค์เทพทั้งพระนารายณ์ และสุริยเทพ ซึ่งในไทยจะหายาก ส่วนมากจะพบที่เมืองเก่าศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ แต่ละองค์ถ้าเป็นของแท้ถือว่าไม่ธรรมดา นอกจากนี้ยังมีศิลปะเขมรยุคต้นที่เรียกว่า “ศิลปะแบบพนมดา” อายุราวๆ 1,000 กว่าปี กลุ่มนี้อาจไม่เก่ามาก แต่หายาก

“ของเก่าพวกนี้จะกำหนดราคายาก อย่างศิลปะอินเดีย สมัยคุปตะ เพราะไม่ค่อยมีการซื้อขาย แต่ถ้าเข้าสู่ระบบประมูลอย่างถูกต้องน่าจะมีตั้งแต่หลักแสน หรือหลักล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่าที่เห็นยังมีกลุ่มศิลปะคันธาระ ที่นับว่าเป็นพระพุทธรูปที่สวยงามและเก่าแก่ที่สุดในโลก” นักโบราณคดี ท่านนี้ กล่าว พร้อมกับระบุว่า เมื่อมาถึงไทย ถ้าเป็นของแท้นี่เคยมีการประมูลกันที่ระดับ.....

“10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ”!!!

เขากล่าวต่อว่า บางรูปเห็นมี “นางอัปสรา” ที่ปรากฏเรียงรายอยู่ใน “ปราสาทนครวัด” ของเขมร มีจำนวนนับพันองค์ แต่ในไทยมีอยู่ที่เดียวที่ “ปราสาทศีขรภูมิ” จ.สุรินทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับนางอัปสราที่ปราสาทนครวัดมากที่สุด ตรงนี้ “หายาก” ถ้าเป็นของจริงก็มีความเป็นไปได้ว่าจะนำเข้ามาจากนอกประเทศด้วยวิธีต่างๆ

ลำดับต่อมา “นักโบราณคดี” ท่านนี้วิเคราะห์ไปที่พระพุทธรูปองค์หนึ่งในกลุ่มของกลาง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูป “ปางพระพุทธกวัก” หรือปางประทานเอหิภิกขุ มักจะใช้บูชารัชกาล มีอายุหลังรัชกาลที่ 5 ลงมา “ความเก่าแก่” ไม่เท่าไหร่ แต่หายาก ทำให้ราคาเข้าข่าย “แพง” ใช้ได้ เมื่อพินิจพิเคราะห์ที่เนื้อองค์พระ ยังพบว่าเป็นเนื้อที่เรียกว่า “เม็ดมะขาม” ซึ่งก่อนหน้านี้เห็นมีข่าวอดีต สส.ออกมาแจ้งเบาะแสว่ามีพระพุทธรูปหายไปจากวัดแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี อาจเป็นองค์นี้ก็ได้

“พระพุทธกวักองค์นี้ถ้าสืบค้นดีๆ อาจมีที่มาจากวัดใดวัดหนึ่ง เพราะปางนี้พบน้อย ถ้ามาจากวัดก็แน่นอนว่าน่าจะขโมยมา เพราะปกติขนาดใหญ่แบบนี้จะสร้างเพื่อให้คนบูชาในโบสถ์ ไม่ใช่เช่าไปบูชาที่บ้าน” นักโบราณคดีท่านนี้ตั้งข้อสังเกต

เขาวิเคราะห์ต่อไปว่าของกลางพระพุทธรูปบางองค์เป็นพระบูชายุครัตนะ “ปางป่าเลไลย์” ซึ่งหายาก และจากที่วิเคราะห์ภาพของกลางชุดหนึ่งยังสะดุดตาไปที่พระพุทธรูป “ปางลีลา” ศิลปะสุโขทัย อายุไม่มากประมาณ 700 ปี แต่ถือเป็นพระพุทธรูป
ที่ “คลาสสิก” และสวยงามที่สุดของไทย เพราะแสดงลักษณะอาการพลิ้วไหว เป็นปางนิยมด้วย ถ้านักเล่นของสะสมจะเรียกว่า
“ปางก้าวหน้า” ส่วนใหญ่ถ้าเป็นองค์ใหญ่ขนาดเท่าของกลางก็จะพบแค่ในวัด หรือโบราณสถาน

ของกลางพระพุทธรูปบางส่วนที่เห็นในภาพข่าวยังมีขนาดใหญ่มาก บางองค์เป็นศิลปะอยุธยา, ศิลปะพม่า และศิลปะเชียงแสน ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่นิยม “เล่น” ในหมู่นักสะสม ถ้าใครต้องการก็คงต้องมี “ใบสั่ง” หรือ “ออเดอร์” ให้ไปหากันมาซึ่งปกติพระบูชาในบ้านคนทั่วไปในตลาดเขาจะออเดอร์ขนาดหน้าตักประมาณ 9 นิ้ว เพื่อเอาไปวางเป็นองค์ประธานในโต๊ะหมู่บูชา ราคาไม่สูงมาก เช่น ถ้าเป็นศิลปะเชียงแสน เขาวัดราคากันที่เฉลี่ยนิ้วละแสนบาท

หันไปตรวจสอบเรื่อง “ที่มา” ของวัตถุโบราณที่กลายมาเป็นของกลางในคดีสะท้าน “อาณาจักรโล่เงิน” นั้น ทางนักโบราณคดีท่านนี้ คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะมีที่มาที่ไปแบบ “ผิดกฎหมาย”!!!

นักโบราณคดีท่านนี้ วิเคราะห์ว่า เท่าที่สังเกตของกลางโดยเฉพาะวัตถุโบราณ และพระพุทธรูปแต่ละชิ้นจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีความเป็นไปได้สูงที่อาจจะได้มาแบบผิดกฎหมาย เช่น วัตถุโบราณที่เป็น“เศียร” ขององค์เทพ และกลุ่มที่เป็นศิลปะจากเขมร ที่มีขนาดใหญ่ทำให้เกิดคำถามว่าเข้ามาในไทยได้อย่างไร ถ้าไม่มี “คนใน” แอบไปขโมยมา แล้วก็มี “คนในไทย” คอยเปิดทาง

ที่สำคัญก่อนหน้านี้ไทยเราเคยจับกุมขบวนการ “ลักลอบ”ขนย้ายวัตถุโบราณเข้ามาในไทยได้ด้วย ซึ่งครั้งนั้นผู้ต้องหา “เลาะ” เอากำแพง “ปราสาทบันเตียชมา” หรือ “ปราสาทบันทายฉมาร์” ปราสาทหินเขมรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก แล้วขนย้ายเข้ามาในไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งแต่ละชิ้นมีน้ำหนักหลายตัน ใหญ่ๆ ทั้งนั้น สูงดั่งกำแพง กว้าง 2-3 เมตร

ตรงนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่ามีโอกาสที่ของกลางในคดีนี้จะมี “ที่มา” เช่นเดียวกับคดีในอดีตก็เป็นได้???

เมื่อถามว่า ถ้าให้ “ตีราคา” วัตถุโบราณเหล่านี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณเท่าไร???.....นักโบราณคดีท่านนี้ ถึงกับร้อง แล้วบอกว่า ราคาต่ำสุดน่าจะอยู่ที่หลักพัน หลักแสนบาท แต่สูงสุดนั้นประเมินราคาไม่ได้!!!

“ถามว่าของพวกนี้คนระดับไหนถึงจะครอบครองได้มากขนาดนี้นั้น บอกได้ตรงๆเลยว่าไม่เคยเห็นมีใครครอบครองมากขนาดนี้มาก่อน ระดับ พล.ต.ท. ครอบครองไว้มากขนาดนี้ถือว่าแปลก”

เมื่อถามว่าของกลางเหล่านี้มี “ของเก๊” หรือไม่???.....นักโบราณคดีท่านนี้ บอกว่า ก็คงจะมีบ้าง แต่คิดว่า น่าจะเป็นส่วนน้อย ซึ่งจะเป็นของแท้ หรือของเทียมนั้นให้ตั้งสมมุติฐานไว้ง่ายๆ ว่า เมื่อคุณจะเอาของไป “เซ่น” ผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อโอกาสก้าวหน้าคุณจะกล้าเอาของปลอมไปให้หรือไม่ ซึ่งตำรวจระดับนี้ “ไม่โง่” ถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับ “ฆ่าตัวตาย” ในอาชีพ.....

โทษฐาน “แหกตา” ผู้มีอุปการคุณ!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

นสพ.แนวหน้า



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ