วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประวัติศาสตร์ความชั่วที่ต้องศึกษา

ปิดบัญชีดำส่วย”เสี่ยโจ้”

เด้ง3ตร.น้ำ

จ่ายหนักเดือนละ45ล้าน/เดือน

ศาลออกหมายจับเพิ่มอีก5คน

ก๊วน”พงศ์พัฒน์”อุ้ม-ทวงหนี้

ปลด-ถอดยศ”3อัครพงษ์ปรีชา”

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) แถลงเปิดบัญชีจ่ายส่วยขบวนการน้ำมันเถื่อนของนายสหชัยเจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด สหทรัพย์ทวีค้าไม้ เลขที่ 103/49 ถนนนาเกลือ หมู่ 8 ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี นักธุรกิจผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีคำพิพากษาของศาลจังหวัดปัตตานี ให้จำคุก 1 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสารตราประทับ ก่อนหายตัวไปจากศาล ขณะถูกควบคุมตัวส่งเรือนจำ

เอกสารรายชื่อ2เล่มพร้อมซีดี

โดย พล.ต.อ.สมยศนำเอกสารบัญชีรายชื่อกลุ่มบุคคลที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับส่วยน้ำมันเถื่อนในภาคใต้ ความหนาหลายร้อยหน้า 2 เล่ม พร้อมแผ่นซีดีเรื่อง”เปิดโปงขบวนการน้ำมันเถื่อน เสี่ยโจ้ ปัตตานี” ที่ยึดได้จากบ้านพักของนายสหชัยมาแสดงต่อสื่อมวลชนด้วย พร้อมทั้งว่า ต้องการสร้างความกระจ่าง กรณีที่มีการโจษขานเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรองผบช.ก. พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ และพวกว่ามีความเป็นมาอย่างไร

ยันมีตัวจริง-ไม่ได้อุปโลกน์

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า บัญชีนี้ทำให้เห็นว่าหลายหน่วยงานมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับขบวนการน้ำมันเถื่อน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจที่ปรากฏชื่อในนี้ มีทั้งชื่อจริง ชื่อเล่น เช่น รองโส ผกก.โย๊ะ ซึ่งชื่อเหล่านี้ในกองบังคับการตำรวจน้ำรู้จักกันดีว่าเป็นใคร การออกมาแถลงเพื่อยืนยันว่า บัญชีรายชื่อจ่ายส่วยของขบวนการน้ำมันเถื่อนมีอยู่จริง ไม่ได้อุปโลกน์ขึ้นมา แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยจะนำหลักฐานชุดนี้ส่งมอบให้พนักงานสอบสวน ในคดี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์และพวก ทั้งในส่วนกองบังคับการปราบปราม และกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งยังมีอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่อยู่ในน้ำและบนฝั่ง

สั่งรายงานทุก15วันหลังปปง.ติงอืด

พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ได้รับการประสานงานจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ได้ส่งหนังสือขอให้เร่งรัดคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเถื่อน ซึ่งหยุดนิ่ง ไม่มีการดำเนินการต่อ จนทำให้ ปปง.ไม่สามารถทำงานต่อได้ จึงทำคำสั่งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเรื่องนี้ คือ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เร่งรัดสอบสวนโดยเร็ว และสั่งให้รายงานให้ทราบทุก 15 วัน

“เสี่ยโจ้”จ่ายหนักเดือนละ45ล้าน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ชุดปราบปรามภัยแทรกซ้อน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นำโดย พ.อ.จตุพร กลัมพะสุต เป็นหัวหน้าชุด เข้าตรวจสอบในบ้านพักของเสี่ยโจ้ ตามนโยบายการตรวจสอบตรวจค้นบุคคลและสถานที่ต้องสงสัย เกี่ยวกับการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายของคสช. และพบบันทึกการจ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมายได้ เช่น กาสิโนกลางอ่าวไทย ค้าน้ำมันเถื่อน ค้าไม้เถื่อนปะปนไม้ถูกกฎหมาย มูลค่า 45 ล้านบาทต่อเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกระดับชั้น และช่วงรอยต่อปี 2556-2557 จัดของขวัญปีใหม่ให้แก่ผู้หลักผู้ใหญ่ เฉพาะกระเช้าของขวัญปีใหม่แต่ละปีเป็นเงินมากกว่า 1 ล้านบาท เป็นต้น

“ประวุฒิ” เรียกประชุมบิ๊กบช.ก.

ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(บช.ก.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผู้ช่วยผบ.ตร.) รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) เรียกประชุมตำรวจจากทุกกองบังคับการในสังกัด บช.ก. ตั้งแต่ระดับผู้กำกับการ(ผกก.) ขึ้นไปถึงผู้บังคับการ(ผบก.) เข้าร่วมประมาณ 160 นาย เป็นครั้งแรกภายหลัง พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และนายตำรวจระดับสูงในสอบสวนกลาง อยู่ระหว่างถูกดำเนินคดีในข้อหาแอบอ้างสถาบันฯแสวงหาผลประโยชน์มิชอบ เรียกรับส่วย

ขีดเส้น1เดือนเร่งสร้างผลงาน

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวภายหลังประชุมว่า ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กรณีของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ อดีต ผบช.ก. ในที่ประชุมด้วยแต่ไม่ได้แจงในรายละเอียดการดำเนินคดี โดยได้ย้ำว่าหลังจากนี้ไป บช.ก.ต้องทำงานเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของ บช.ก.ที่เคยมีชื่อเสียงในอดีต ซึ่งกองปราบปราม มีชื่อจับกุมทำคดีที่ไม่มีใครทำได้มาตลอด แต่หลังๆ ผ่อนลงไป จากนี้ไปให้ทุกกองบังคับการไปเขียนแอคชั่นแพลนในระยะเวลา 1 เดือน ภายในเดือนธันวาคมนี้ ว่าจะทำอะไรบ้าง ในด้านการดำเนินการจับกุม ป้องปราบ คืนความสุขให้ประชาชน โดยอีก 1 เดือนจากนี้ให้สื่อมวลชนคอยสังเกตผลงานของทุกกองบังคับการ ซึ่งจะมีผลในการปรับย้าย

ยกเลิกชุดเฉพาะกิจในบช.ก.ทั้งหมด

รรท.ผบช.ก.กล่าวว่า ตนได้สั่งยกเลิกชุดเฉพาะกิจใน บช.ก.ทั้งหมดไปแล้ว ให้ทำตามหน้าที่ของหน่วยตามกฎหมาย และจะวัดผลรายสัปดาห์ตามแอคชั่นแพลนที่เสนอมา โดยจะติดตามการทำงานการปราบปรามมือปืนรับจ้าง การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่นแก๊งรัสเซีย แก๊งโคลัมเบีย แก๊งเอทีเอ็ม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แก๊งค้าทรัพยากรธรรมชาติ ค้าน้ำมันเถื่อน ทั้งหมด บช.ก.ต้องทำ ต้องดำเนินการ โดยให้ประชาชนแจ้งเบาะแสมาได้ผ่านสายด่วน 1599

เด้งด่วน3ผกก. ตร.น้ำพัวพันส่วย

พล.ต.ท.ประวุฒิ เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีคำสั่ง บช.ก.ที่ 266/2557ให้ พ.ต.อ.วริศร์ศิริภ์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5 ตำรวจน้ำ(รับผิดชอบภาคตะวันออก) พ.ต.อ.สมชาติหรือธนชาติ ศุภวุฒิ ผู้กำกับการ 7 ตำรวจน้ำ(รับผิดชอบภาคใต้ตอนล่าง) และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือ(สบ4) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ จังหวัดชลบุรี ช่วยราชการศปก.บช.ก. มาช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจสอบสวนกลาง (ศปก.บช.ก.)โดยขาดจากตำแหน่งเดิม จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบกรณีส่วยน้ำมันเถื่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส แต่ยังไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้กระทำผิด โดยให้รายงานตัวที่ศปก.บช.ก. ตั้งแต่ 09.00 น.วันเดียวกันนี้

ถอดยศ-ปลด“3อัครพงศ์ปรีชา”แล้ว

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อไปว่า กรณีกลุ่มผู้ต้องหา 5 ราย ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ที่ถูกออกหมายจับและนำตัวฝากขังนั้น นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา เดิมมียศ ว่าที่ พ.ต. แต่ในขณะจับกุมได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชา ว่ามีการถอดยศและปลดจากการเป็นนายทหารราชองค์รักษ์แล้ว ส่วน นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา ก็มีคำสั่งถอดยศ จ.ส.อ. แล้วเช่นกัน ขณะที่นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักพระราชวัง ก็มีการปลดออกเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจที่ถูกดำเนินคดีในขบวนการนี้อยู่ระหว่างดำเนินการถอดยศ เช่นกัน

แจ้งข้อหาหมิ่นสถาบัน-ครอบครองปืน

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. กล่าวถึงการนำตัวผู้ต้องหา 5 ราย ที่เป็นเครือข่ายของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ประกอบด้วย 1.นายณัฐพล อัครพงศ์ปรีชา 2.นายสิทธิศักดิ์ อัครพงศ์ปรีชา 3.นายณรงค์ อัครพงศ์ปรีชา 4.นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และ 5.นายชากานต์ ภาคภูมิ มาสอบปากคำเพิ่มเติมที่ บช.น. เมื่อคืนที่ผ่านมาว่า พนักงานสอบสวนมีการแจ้งดำเนินคดีเพิ่มเติม ข้อหาตามมาตรา 112 ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และคดีพกพาอาวุธปืน โดยผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

พล.ต.ท.ศรีวราห์ กล่าวด้วยว่า จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในท้องที่สน.วัดพระยาไกร มีจำนวน 8 คน โดยมีนายณัฐพล, นายณรงค์ และนายชากานต์ ร่วมพวกอีก 5 คนก่อเหตุ พนักงานสอบสวน สน.วัดพระยาไกร ได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับทั้ง 5 คน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี

อุ้มเจ้าหนี้ต่อรองยกหนี้80ล้าน

ด้าน พล.ต.ต.ชวลิต ประสพศิลป ผบก.น.5 กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีกลุ่มผู้ต้องหา 2 คดี ท้องที่ สน.พระโขนง และท้องที่ สน.วัดพระยาไกร โดยมีนายณัฐพล, นายณรงค์ และนายชากานต์ ร่วมก่อเหตุทั้ง 2 คดี รายละเอียดของคดีท้องที่ สน.วัดพระยาไกร เหตุเกิดเดือนมิ.ย.57 ผู้เสียหายเป็นเจ้าหนี้มูลค่า 100 กว่าล้านบาท กลุ่มผู้ต้องหาก็ไปเจรจาและข่มขู่ผู้เสียหายบังคับให้ลดหนี้ลงเหลือประมาณ 20 ล้านบาท ผู้ต้องหาพยายามจะไปอุ้มแต่ผู้เสียหายขัดขืน ส่วนคดีท้องที่ สน.พระโขนง กลุ่มผู้ต้องหาไปทวงหนี้ผู้เสียหายมูลค่า 30 ล้านบาท โดยข่มขู่และกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหาย ทั้งนี้ กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมรับจ้างทวงหนี้ และบังคับให้ลดหนี้ จากนั้นก็หักรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์อาจจะร้อยละ 20-30

ฝากขังผลัดแรก-ไม่ให้ประกัน

ต่อมา เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธเวลา พ.ต.ท.วิบูลย์ ถิ่นวัฒนากูล พนักงานสอบสวน สน.พระโขนง พร้อมกำลังได้ควบคุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย ตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ข้อหากรรโชกทรัพย์ทวงหนี้ เพื่อหาประโยชน์โดยมิชอบ กระทำการข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธและทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย หรือเสรีภาพ เพื่อให้กระทำการ หรือไม่กระทำการใดโดยร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป, หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพ,ร่วมกันมีอาวุธปืน และพาอาวุธปืนไปในเมือง โดยไม่ได้รับอนุญาต,ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน,หมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , 309 วรรคสอง, 310, 371 มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน เนื่องจากการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ

โดยท้ายคำร้อง พนักงานสอบสวน ได้คัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนด้วย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงจะหลบหนีอีกทั้งมีพฤติการณ์เป็นผู้มีอิทธิพล หากปล่อยชั่วคราวจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐานอันเป็นอุปสรรคในการสืบสวนสอบสวน ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหา แล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

หมายจับเพิ่มอีก5เครือข่ายพงศ์พัฒน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลทหารกรุงเทพฯออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มเติม 5 คน คือ 1.นายชลัช โพธิราช 2.นายวิทยา เทศขุนทด 3.นายณธกร ยาศรี 4.นายธีรพงศ์ ช่อจำปี 5.นายณัฐนันท์ ทานะเวช ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดๆ ไม่กระทำการใดหรือยอมจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจนั่นเอง หรือของผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย จนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้นไม่กระทำการนั้น หรือยอมจำนนต่อสิ่งนั้น โดยมีอาวุธ โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป

ได้รายชื่อผู้จากเบอร์เสี่ยโจ้อีกเพียบ

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบบุคคลเชื่อมโยงในการกระทำผิดร่วมกับกลุ่ม พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ว่า ตนได้รับรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยโจ้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ดีเอสไอ ได้มาจากการติดต่อทางโทรศัพท์ของเสี่ยโจ้ โดยรายชื่อที่คัดลอกออกมามีความหนาหลายหน้ากระดาษ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือน โดยตนจะนัดหมายพบกับ ผบ.ตร. เพื่อนำรายชื่อมาเปรียบเทียบกันว่ามีชื่อใดที่ตรงกันบ้าง

ตั้งกก.สอบจนท.DSIรับส่วยน้ำมัน

วันเดียวกัน นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอถูกกล่าวหาเกี่ยวพันกับส่วยค้าน้ำมัน โดมีนายนิธิต ภูริคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษเป็นหัวหน้าชุด ร่วมกับพ.ต.ท.วิชิต อุปะละ และนายมหิธร กลั่นนุรักษ์ ส่วนผู้ที่ถูกตั้งกรรมการสอบเป็นพนักงานสอบสวนระดับ 8 ในศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล

ปปง.เตรียมถกยึดทรัพย์23ธ.ค.นี้

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. วันที่ 23 ธันวาคมนี้ จะมีการนำเรื่องยึดและอายัดทรัพย์เครือข่าย พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ เข้าที่ประชุมด้วย

กรมศิลป์แถลงผลตรวจโบราณวัตถุ

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่หอสมุดแห่งชาติ นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร แถลงผลการตรวจสอบและประชุมหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยึดได้จากการกระทำความผิดกรณี พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ว่า สามารถระบุของกลางได้ คือ ประเภทของกลางตามชนิดวัตถุประกอบด้วย ประติมากรรมทำด้วย วัสดุหลากหลายทั้งโลหะ ไม้ และหิน เช่น พระพุทธรูป เทวรูป ภาพแกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา ประเภทเครื่องถ้วย ภาพเขียน และโบราณวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทย ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปทำด้วยโลหะและไม้ ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ประมาณพุทธศตวรรษที่ 23-25 รวมถึงเครื่องปั้นดินเผา ศิลปะต่างประเทศ เช่น เทวรูปและภาพสลักหินแบบศิลปะเขมร รูปเทพเจ้าแบบศิลปะจีน รูปสลักหินอ่อนแบบศิลปะตะวันตก รูปสลักศิลปะอินเดีย รูปสลักศิลปะพม่า บางรายการอาจเป็นของเลียนแบบหรือจำลอง

เตรียมนำไปเก็บที่คลังกลางปทุมธานี

นายบวรเวท กล่าวว่า ของกลางที่ยึดได้มีไม่ต่ำกว่า 20,000 รายการ และคาดว่าจะพบเพิ่มอีก โดยทางกรมศิลปากรจะทำการตรวจพิสูจน์ แยกประเภทและจัดทำบัญชีรายละเอียดโบราณวัตถุ พร้อมประเมินค่าราคา ในส่วนของกลางที่เป็นโบราณวัตถุ จะขอฝากทางกรมศิลป์ช่วยเก็บรักษาไว้จนกว่าคดีจะสิ้นสุด ทั้งนี้ เมื่อทำการตรวจสอบเสร็จแล้วจะนำไปเก็บไว้ที่คลังกลาง ที่ ต.คลอง5 อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

เผยโบราณวัตถุอายุมากที่สุด1,200ปี

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีวัตถุโบราณที่มีอายุมากที่สุดกว่า 1,200 ปีซึ่งคาดว่าจะเป็นวัตถุโบราณของต่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปและงาช้างแกะสลักที่มีผู้เสียหายได้มาแจ้งหายไว้ ส่วนราคาของพระพุทธรูปแต่ละองค์คาดว่าน่าจะอยู่ที่ราคาหลักล้านบาทต่อ 1 ชิ้นซึ่งขึ้นอยู่กับความนิยม
นสพ.แนวหน้า
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ