วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"เสี่ยกัง" วิ่งโร่หอบหลักฐานร้อง "ดีเอสไอ" อ้างถูกสมีคำหลอกยืมเงินร่วม 8 ล้าน


พลิกบท !

จาก "ผู้สมรู้ร่วมคิด" สู่ "ผู้เสียหาย"

และต่อไปก็อาจจะเป็น "พยาน" เอาผิดเณรคำ

เสี่ยกังเจ้าของโรงงานเบนซ์อุบลขึ้นโรงพักแจ้งจับเณรคำ
ระบุตนเอง
"เสียหายแปดล้าน" และ "หมดความศรัทธาเณรคำแล้ว"

แต่แหม แค่พูดนั้นจะเชื่อยังไม่ได้หรอกคุณ เพราะคดีนี้เขานับเอาอายุความนับตั้งแต่เริ่มร่วมมือกันทำธุรกรรมทางด้านยานยนต์เป็นเวลาหลายปี ส่วนเรื่องหนี้สินที่อ้างนั้นมันก็ต้องนำมาพิจารณาว่าอยู่ในช่วงไหน อย่างไร หรือเป็นหนี้แบบผูกพัน นั่นไง





"เสี่ยกัง" วิ่งโร่หอบหลักฐานร้อง "ดีเอสไอ" อ้างถูกสมีคำหลอกยืมเงินร่วม 8 ล้าน เพราะก่อนหน้ามีความศรัทธา ยันสมบัติที่มี มาจากน้ำพักน้ำแรง ไม่ได้มั่งมีเพราะสมีคำ และต้องเดือดร้อนกระทบวงศ์ตระกูล ทั้งที่เป็นผู้เสียหายอีกราย...
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ อินทรขาว ผู้บัญชาการสำนักคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เข้าสอบปากคำนายศุภราช วิริยะสืบพงศ์ หรือเสี่ยกัง อายุ 46 ปี เจ้าของร้านแสงเจริญซาวด์แอนด์เทเลคอม ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หลังได้ร้องเรียนต่อดีเอสไอโดยอ้างว่า ถูกนายวิรพล สุขผล หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ ฉ้อโกงทรัพย์ พร้อมหอบเอกสารการสั่งจ่ายเช็คให้อดีตหลวงปู่เณรคำ และข้อความสนทนาผ่านไลน์กับอดีตหลวงปู่เณรคำมายืนยัน

นายศุภราช เปิดเผยว่า ได้รู้จักกับอดีตหลวงปู่เณรคำ เมื่อปี 2549 เพราะเป็นลูกค้าที่ร้านประดับยนต์ของตน โดยนำรถยนต์โตโยต้าแวนมาติดตั้งเครื่องเสียง จากนั้นได้ติดต่อค้าขายกันเรื่อยมา มีการนำรถยนต์หลายคันมาประดับยนต์ กระทั่งต่อมาได้ให้ตนจัดหารถให้ตามออเดอร์ เนื่องจากขายรถยนต์มือ 2 ด้วย ซึ่งในแต่ละครั้งที่อดีตหลวงปู่เณรคำมาหาตนจะมีรถนำขบวน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยติดตาม และมีญาติโยมระดับวีไอพีมาด้วย ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือ จนตนเกิดความเคารพศรัทธาเข้าไปเป็นลูกศิษย์ และจากการทำธุรกิจขายรถยนต์ให้อดีตหลวงปู่เณรคำมาหลายปี จึงมีความใกล้ชิดได้มาขอยืมเงินตนไปเป็นค่าใช้จ่าย ให้ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ซึ่งก็ได้คืนครบถ้วน

นอกจากนั้น ยังระบุว่า ช่วงเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว อดีตหลวงปู่เณรคำ ได้มาปรึกษาตนเรื่องที่กำลังจะถูกบริษัทขายรถเบนซ์แห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี ฟ้องร้องดำเนินคดีให้ชำระค่าเสื่อมรถยนต์เบนซ์ ที่ขายคืนไปแก่บริษัทจำนวน 5,040,000 บาท โดยมีเอกสารจากสำนักกฎหมายมายืนยัน หากไม่ไปชำระจะถูกดำเนินคดี จึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วย โดยไปเจรจากับบริษัทรถ และรับชำระหนี้แทน โดยออกเป็นเช็คสั่งจ่ายในวันที่ 13 ของทุกเดือน จำนวน 10 ใบ เริ่มเดือน พ.ย. 2555 ใบแรก 540,000 บาท ที่เหลืออีก 9 ใบ ใบละ 500,000 บาท กระทั่ง 3 ใบหลัง คือตั้งแต่เดือน มิ.ย.2556 ตนจึงไปแจ้งความระงับการจ่ายเช็ค เพราะไม่สามารถทวงเงินคืนจากอดีตหลวงปู่เณรคำมาได้ และได้มีข่าวในทางเสียหายอีกด้วยนายศุภราช กล่าวอีกว่า ในช่วงเดือน ก.พ.2556 อดีตหลวงปู่เณรคำยังขอยืมเงินตนอีก 5,000,000 บาท อ้างว่าจะนำไปซื้อพลอย โดยถ่ายภาพพลอยที่กำลังจะซื้อส่งมาให้ดู จึงโอนเงินให้ไปเพียง 4,000,000 บาท หลังจากนั้นพยายามโทรติดตามทวงหนี้สินทั้งค่ารถและค่าพลอยที่ยืมไป แต่ติดต่อได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะอดีตหลวงปู่เณรคำเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ตลอดเวลา และอ้างว่าอยู่ต่างประเทศ จึงส่งข้อความไปทวงเงินโดยตลอด กระทั่งวันที่ 7 มี.ค.2556 อดีตหลวงปู่เณรคำโอนเงินมาคืนให้เพียง 290,000 บาท ก่อนบอกว่าจะไปสหรัฐอเมริกา และไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย จนมีข่าวในด้านลบสู่สาธารณชน และมีชื่อตนไปพัวพัน จนถูก ปปง.ตามอายัดทรัพย์ ทั้งๆ ที่ตนเป็นหนึ่งในผู้เสียหาย และให้ความร่วมมือให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด ซึ่งสมบัติต่างๆ มาจากน้ำพักน้ำแรงทั้งนั้น ไม่ได้มั่งมีมาจากอดีตหลวงปู่เณรคำ

พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาบริจาคเงินสร้างเสาวิหารพระแก้วไปจำนวน 350,000 บาท ซึ่งถ้ารวมกับเงินที่ให้ยืมไปรวมเป็นเงินทั้งหมด 7,890,000 บาท ได้คืนมาเพียง 290,000 บาท แต่พอมามีข่าวกลับสร้างความเดือดร้อนกระทบกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ธุรกิจต่างๆ ของตน โดยขณะนี้ได้เก็บรูปภาพ วัตถุมงคลต่างๆ ของอดีตหลวงปู่เณรคำไปเผาทิ้งจนหมด เพราะไม่เหลือความศรัทธาเลื่อมใสแล้ว และได้มาร้องทุกข์กับดีเอสไอในฐานะเป็นผู้เสียหาย ด้าน พ.ต.ท.พงศ์อินทร์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่นายศุภราชได้มาแสดงตัวเป็นผู้เสียหาย เชื่อว่าน่าจะมีคนที่ทำธุรกิจ หรือติดต่อกับอดีตหลวงปู่เณรคำอีกหลายราย ที่ต้องการจะให้ข้อมูล แต่เกรงว่าจะเป็นข่าวหรือจะได้รับความเดือดร้อน ดีเอสไอขอยืนยันว่ายินดีรับฟัง พร้อมให้โอกาสชี้แจง แสดงหลักฐาน นอกจากนี้ผู้ใดที่เคยรักศรัทธาหลงเชื่ออดีตหลวงปู่เณรคำ ถ้าวันนี้เห็นว่าความเชื่อนั้นทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งจากการบริจาคทำบุญ ทำธุรกิจ มอบสิ่งของให้ สามารถมาร้องทุกข์ได้ เราพร้อมจะให้ความคุ้มครอง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย



ข่าว : ไทยรัฐ
23 กรกฎาคม 2556


http://www.alittlebuddha.com/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ