วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ด่วน พฤติกรรมมหาเถระ ที่เคยช่วยธัมไชโย ทั้งสององค์กลับเข้าฌานเงียบกริบ (ภัยต่อความมั่นคงของชาติ) ?

พฤติกรรมล้มล้างพระธรรมวินัย และกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของมหาเถรสมาคม ที่เคยช่วยธัมไชโย พอเกิดปัญหาว่าด้วยพระธรรมวินัยกับคณะสงฆ์ ทั้งสององค์กลับเข้าฌานเงียบกริบ (ภัยต่อความมั่นคงของชาติ)ชาวพุทธต้องศึกษาและแชร์

ข้อมูลบุคคลที่เป็นภัยต่อสถาบันของชาติ ที่ ศึกษาข้อมูล วิทยานิพนธ์ด้านความมั่นคงสถาบันพระศาสนา ในประวัติศาสตร์ ได้ที่ https://docs.google.com/file/d/0B_nOh0gPsWNSUkVWRG9aQ3pkbmc/edit

มหาเถรสมาคม ไม่ปฎิบัติตาม พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช นี้คือหลักฐานในการล้มล้างพระธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ คือล้มล้างกฎหมายด้านคุณธรรมและจริยธรรมของชาติ ข้อมูลที่
http://picasawebcothssomkiert.blogspot.com/2012/08/blog-post_26.html
ไม่มีพระเณรแตกฉานบาลี !

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ระบุ



จริงเหรอฮะ ? ไม่จริงมั๊ง ! อย่างน้อยก็ยังมี พระเดชพระคุณพระธรรมกิตติวงศ์ ป.ธ.9 ราชบัณฑิต ซึ่งเคยสอนหนังสือ"ชั้นสูง" กว่าสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อยู่อีกรูปหนึ่ง ซึ่งมีความแตกฉานในภาษาบาลีและพระไตรปิฎกมาก เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปีกลาย พระธรรมกิตติวงศ์ได้แสดงอัจฉริยภาพทางภาษาบาลีและพระธรรมวินัย เป็นที่ประจักษ์ไปทั้งไตรภูมิพระร่วง ท่านอธิบายธุดงค์ธรรมชัยไว้ดังนี้





พระธรรมกิตติวงศ์ ป.ธ.9 ราชบัณฑิต


 
วันนี้ เรามาสร้างประวัติศาสตร์ ของกรุงเทพมหานคร ของพระพุทธศาสนา และของประเทศไทยกัน นั่นก็คือ มาร่วมมีส่วนในการทำสิ่งที่อัศจรรย์ ทำได้ยาก ไม่เคยมี ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครนับแต่สร้างกรุงมา นั่นก็คือ มีพระสงฆ์จำนวน 1,500 กว่ารูป เดินธุดงค์เข้ามากลางกรุง มาพักกลางกรุง ในถิ่นที่เจริญรุ่งเรือง ในถิ่นที่มีจราจรแออัดคับคั่ง

บางท่านอาจจะเกิดความขัดแย้ง ความคิดขัดแย้งในใจว่า ทำไมมีแต่ข่าวว่าธุดงค์มักจะไปในป่า แต่นี่ทำไมธุดงค์เข้าเมือง ความจริงแล้วเรื่องธุดงค์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นข้ออนุญาต ไม่ใช่เป็นข้อบังคับ พระสงฆ์ที่มีจิตศรัทธาย่อมสามารถทำได้

และการถือปฏิบัติธุดงค์นั้นก็ทรงบัญญัติไว้ถึง 13 ข้อ มีเพียงข้อเดียวที่ กำหนดว่าต้องอยู่ป่า อีก 12 ข้อนั้นอยู่ที่ไหนก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ อยู่กับที่ก็ได้ เดินก็ได้ เข้าเมืองก็ได้

ถ้าสมมติว่ากลางกรุงนี้เป็นป่า อย่างที่มีคนชอบพูดกันว่าเป็นป่าคอนกรีต ก็แสดงว่าท่านก็เดินธุดงค์ในป่าเหมือนกัน ก็ป่าคอนกรีต

ตึกบ้านช่องก็ถือว่าเป็นต้นไม้ใหญ่

บริเวณนี้เป็นสนามกีฬา ก็เท่ากับว่าเป็นลานโล่ง อยู่ในลักษณะของธุดงค์อีกข้อหนึ่ง ก็คือไม่อยู่ในร่มเงาของชายคาของต้นไม้

อันนี้ก็ถูกต้องตามพระบัญญัติ ไม่ได้ผิดอะไร

ที่จะแปลกหน่อยก็คือจำนวนเท่านั้น ปกติเราเห็นพระธุดงค์ตามท้องถนนแบกกลดก็ไม่รู้สึกอะไร

แต่นี้พันกว่าองค์ ก็เลยรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องแปลก ไม่เคยเห็น คนที่มีบุญย่อมเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ส่วนผู้ที่ไม่มีบุญ แม้ไม่เคยเห็นก็คงไม่เคยเห็นตลอดชาติ ตลอดไป


อันนี้ก็เป็นปกติธรรมดา เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ทุกท่านทั้งหลายได้ชื่นใจ สิ่งที่ไม่เคยพบ เราก็ได้เห็นได้พบ และก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เสียหายร้ายแรง เป็นเรื่องดี เรื่องงาม นำความชื่นใจมาให้


นี่ไงฮะ คือหลักฐานพระที่แตกฉานในบาลีและพระไตรปิฎก เพราะเมื่อพระธรรมกิตติวงศ์ออกมาพูดเช่นนี้ ก็ไม่เห็นมีสมเด็จฯ รองสมเด็จฯ หรือผู้แตกฉานภาษาบาลีไทยหน้าไหน กล้าออกมาคัดค้านว่า "ไม่ถูก" เมื่อไม่มีผู้คัดค้าน ก็เท่ากับว่า"สมยอม" ให้พระธรรมกิตติวงศ์นำไปอ้างว่า "ถูกต้อง" แล้วตอนนี้ สมเด็จสมศักดิ์ออกมาพูดทำไมให้เปลืองน้ำลาย เพราะเมื่อเกิดปัญหาภาษาบาลีเช่นกรณีธุดงค์ธรรมกายนั้น ก็ต้องการผู้รู้ระดับอัครมหาบัณฑิตเช่นสมเด็จสมศักดิ์นี่แหละ ออกมาเป็นผู้วินิจฉัยว่า "ถูก" หรือ "ผิด" แต่ตอนเกิดปัญหานั้นท่านไม่ยอมออกมา จะเพราะกลัวพระธรรมกิตติวงศ์หรือขี้ขลาดโดยสัญชาติญาณก็ตาม พอต้องการพระเณรเข้าเรียนในสำนักของตนเอง ก็คุยโวว่า "ผมคือผู้รู้บาลีดีที่สุดในประเทศไทย" โถ ก็แค่สโลแกนหาเสียงเลือกตั้งของนักการเมืองดีๆ นี่เองแหละ แน่จริงก็ออกมาวินิจฉัยดูซี ว่าที่พระธรรมกิตติวงศ์พูดไปนั้น จริงหรือไม่จริง ? ถ้าไม่กล้า ก็ไม่ต้องสอนแล้ว ไอ้บาลีพุทธโฆษอะไรน่ะ เพราะยิ่งเรียนก็ยิ่งโง่ แถมขี้ขลาดตาขาวอีกต่างหากด้วย





สมเด็จพระพุทธชินวงศ์และพระพรหมบัณฑิต

สองผู้ยิ่งใหญ่ในการปกครองและการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

เก่งก็แต่อยู่ในห้องเรียน ในมหาวิทยาลัย พอเกิดปัญหาว่าด้วยพระธรรมวินัยกับคณะสงฆ์ ทั้งสององค์กลับเข้าฌานเงียบกริบ แบบนี้เล่นไม่ยาก เพราะชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ ก็ลอยลำขึ้นเป็นสมเด็จฯ รองสมเด็จฯ พอได้เป็นแล้วก็เล่นสำนวน"ตีกิน" ไปวันๆ ยกก้นตนเองว่ากูเก่งอย่างโน้น กูดีอย่างนี้ ไม่มีใครจะรู้ภาษาบาลีดีกว่าผมอีกแล้ว ขนาดพม่ายังให้อัครมหาบัณฑิตเลย น่าอัศจรรย์ใจเหลือเกินว่าประเทศไทยมีบุคคลากรยอดเยี่ยมไร้เทียมทานจริงๆ แต่โทษเถิด พระเถรเณรชีเขานินทากระหึ่มว่า "กระจอกกว่าเณรคำเสียอีก" เณรคำยังกล้าวพูดเลยว่า "ผมเป็นอรหันต์ ชาติหน้าไม่ขอมาเกิดอีกแล้ว"



สมเด็จฯชี้ พระไม่แตกฉานบาลี

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหาร สำนักเรียนคณะจังหวัด และบุคลากรสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ด้านการศึกษา พระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี ทั่วประเทศ ที่วัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งกล่าวเปิดการประชุมว่า การเรียนบาลีมีความสำคัญมากในพระพุทธศาสนา เพราะการจะศึกษาพระไตรปิฎกได้อย่างลึกซึ้งจำเป็นจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษาบาลีอย่างแตกฉาน จึงจะสามารถเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง และยังจะทำให้ปฏิบัติตัวได้ตามพระประสงค์ของพระพุทธเจ้าด้วย ทั้งนี้ การศึกษาภาษาบาลีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพระสงฆ์ แต่ปัจจุบันมีพระสงฆ์บางรูปที่ยังไม่ค่อยเข้าใจในภาษาบาลี แต่กลับไปศึกษาพระไตรปิฎก จึงส่งผลให้เกิดความเข้าใจที่ผิด ส่งผลให้เกิดธรรมปลอมขึ้นในวงการพระพุทธศาสนา ดังนั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการศึกษาภาษาบาลีอย่างแตกฉาน อาตมาในฐานะรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จ.นครปฐม จึงเตรียมเปิดหลักสูตรระดับปริญญาเอก บาลีพุทธศาสตร์ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภามหาวิทยาลัยแล้ว โดยจะเริ่มเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษาหน้าเป็นต้นไป เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความต้องการจะศึกษาภาษาบาลีอย่างแท้จริงได้เข้ามาเรียน ขณะเดียวกันในส่วนของสำนักเรียนต่างๆก็จำเป็นจะต้องหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาบาลี รวมไปถึงนักธรรมให้มีความเจริญก้าวหน้าด้วย ด้วยพระพุทธศาสนาจำเป็นจะต้องมีบุคลากรที่จะนำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกไปเผยแผ่อย่างถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้



ข่าว : ข่าวสด
16 กรกฎาคม 2556




ขออโหสิ !

เณรคำเผยผ่านสุขุมอดีต ดร.เก๊

หุหุ เล่นเป็นนะเณรคำนี่ อโหสิได้สิ เพราะแปลว่า "เจ๊ากันไป" แต่ถามว่า ระหว่างโจรกับคนที่โดนปล้น จะอโหสิกันได้อย่างไร ข้าวของเงินทองนับพันๆ ล้าน ที่โกงประชาชนไป จะออกมาขออโหสิผ่านสมุนได้เหรอ ง่ายไปมั๊ง ?

ส่วนกรณีที่ "สุขุม" สมุนเณรคำ ออกมาปฏิเสธข้อหาตั้ง 4 ข้อ ว่าเอาผิดเณรคำไม่ได้เลยนั้น ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความหน่อมแน้ม ของเจ้าคณะผู้ปกครองสงฆ์ในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ไล่ตั้งแต่สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตลงมาจนถึงเจ้าคณะภาค 10 และเจ้าคณะจังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี เพราะสมเด็จพระวันรัตก็ปัดสวะพ้นวัดบวรออกไปว่า "ให้เจ้าคณะระดับล่างดูแลไป อาตมาไม่เกี่ยว" แล้วก็นั่งรอนอนรอ ไม่มีการส่งมือกฎหมายลงไปช่วยคณะสงฆ์ทำงานเลยซักคน เห็นมีก็แต่เจ้าคณะจังหวัดซึ่งเป็นหลวงตามียศแค่ชั้นพระครู เข้าดูแลคดีนี้ แถมยังโดนพระธรรมฐิติญาณ เจ้าคณะภาค 10 วัดบึงพลาญชัย ร้อยเอ็ด กระโดดออกมาขวางทางปืน ป้องกันตัวให้เณรคำพร้อมสรรพ ตะโกนลั่นโลกว่า "เณรคำถูกกลั่นแกล้งหาเรื่องรายวัน" ก็ยังไม่มีใครทำอะไรพระธรรมฐิติญาณ ยังคงลอยหน้าลอยตาอยู่บนเก้าอี้เจ้าคณะภาค 10 ได้อย่างที่ช้างต้องเรียกพี่ นี่ไงฮะ กระบวนการทางสงฆ์ที่หละหลวม ปล่อยให้โจรลอยนวล แถมยังกลายเป็น "ข้ออ้างชั้นดี" ที่จะนำมาต่อสู้คดีความอีก มีพระผู้ใหญ่ทั้งโง่ทั้งโลภทั้งไร้ความรับผิดชอบอยู่เต็มประเทศไทยเช่นนี้นี่เอง เกิดกรณีเสียหายร้ายแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงไม่สามารถเอาผิดใครได้เลย เอามีดปอกมะม่วงไปแล่เนื้อช้าง ได้ขี้ช้างมา โดยไม่โดนช้างกระทืบตาย ก็เป็นบุญละมั๊ง





ปาฏิหาริย์เณรคำ ภาคอโหสิกรรม
จำได้ไหม ใครพูด
"คุกเมืองไทยมีไว้ขังหมากับคนจนเท่านั้น"



ปธ.เครือข่ายวิมุตติธรรม เผย "สมีคำ" อโหสิกรรม ไม่ฟ้องร้อง แม้โดนตัดสินปาราชิก โต้4ข้อหาไรัหลักฐาน

หลังจากที่คณะสงฆ์ศรีสะเกษ พิจารณาให้อดีตพระวิรพล สุขผล หรือหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก ให้ขาดจากความเป็นพระ คือ ปาราชิก วันที่ 15 กรกฎาคม นายสุขุม วงประสิทธิ ประธานเครือข่ายบ้านวิมุตติธรรม เปิดเผยว่า ได้ติดต่อพูดคุยกับอดีตหลวงปู่เณรคำโดยตรง โดยอ้างว่าอดีตหลวงปู่เณรคำไม่คิดอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขออโหสิกรรมไม่เอาเรื่อง ไม่มีการฟ้องร้องใคร และขอแผ่เมตตาให้คนที่กล่าวหาขอให้มีแต่ความเจริญ

ส่วนที่บอกว่าจะเดินทางกลับมาประเทศไทยในวันที่ 31 กรกฎาคม ยังไม่แน่ชัดว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ ไม่ขอเปิดเผยหลักฐานว่ามีการพูดคุย ติดต่อสื่อสารระหว่างตนกับหลวงปู่เณรคำ รวมทั้งที่อยู่ปัจจุบันของหลวงปู่เณรคำว่าอยู่ในประเทศไหน เพราะอาจมีผลต่อสิทธิมนุษยชนของหลวงปู่เณรคำ หากท่านต้องการเปิดเผยก็คงจะเปิดเผยด้วยตัวท่านเอง

"ขณะที่การตั้ง 8 ข้อหาหนักของดีเอสไอก็ไม่มีหลักฐานชัดเจนอย่างน้อย 4 ข้อ 1.บอกว่าอวดอุตริ แต่ในคำตัดสินของคณะสงฆ์ศรีษะเกษให้ปาราชิก มีแต่เรื่องเสพเมถุนไม่มีข้อหาอวดอุตริ 2.บอกว่าฉ้อโกงประชาชน กรณีหลวงปู่พุทธอิสระฟ้องร้องว่ามีการฉ้อโกง แต่ทางศาลก็ไม่รับฟ้อง 3.บอกว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เมื่อไปตรวจที่สำนักสงฆ์ป่าขันติธรรมก็ไม่พบหลักฐานใดๆ ที่จะชี้ชัดว่ามียาเสพติด 4.บอกว่าอ้างใช้ ดร.เถื่อนที่มหาวิทยาลัยสันติภาพก็มีการตรวจสอบแล้วว่าอดีตหลวงปู่เณรคำไม่มีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก"


ข่าว : มติชน

16 กรกฎาคม 2556

จารึกข้อมูลประวัติศาสตร์ การไม่ปฎิบัติตาม พระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช = มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมล้มล้างพระธรรมวินัย 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ครับ